บทที่ 11 หนี้เลือด

ร่างบางถูกเหวี่ยงกระเด็นเข้าไปในห้องทำงานส่วนพระองค์ตามแรงโทสะ บานประตูไม้โอ๊กปิดกระแทกตามหลังดังลั่นจนผนังสะเทือน

มิราเสียหลักถลาล้มลงกับพื้นพรม หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บร้าวที่หัวไหล่ แต่ยังไม่ทันได้ขยับหนี ร่างสูงตระหง่านของชีคอาดิลก็ก้าวคุกคามเข้ามาหยุดยืนค้ำศีรษะ นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ด้วยความเกรี้ยวกราดที่ลุกโชนมากกว่าครั้งไหนๆ

"ลุกขึ้นมา!" เขาตวาดลั่น "เก่งนักนี่... ทีกับฉันทำเป็นพยศจองหอง แต่พอเป็นไอ้ฮาซิม กลับบีบน้ำตาส่งสายตาอ้อนวอน! คิดจะใช้มารยาตื้นๆ หว่านเสน่ห์ให้น้องชายฉันมาเป็นโล่กำบังงั้นสิ?"

"คุณมันบ้าไปแล้ว!" มิราตวาดกลับ ฝืนยันตัวลุกขึ้นเผชิญหน้าอย่างไม่ลดละ "ท่านฮาซิมเขาแค่เข้ามาช่วย เขามีความเป็นคน มีน้ำใจ! ไม่เหมือนคุณ... คุณมันปีศาจไร้หัวใจ ดีแต่ใช้กำลังรังแกคนที่ไม่มีทางสู้!"

"น้ำใจเหรอ?" อาดิลแค่นหัวเราะหยัน แววตาดุดันเหี้ยมเกรียมขึ้นอีกเท่าตัว "เวทนาน่ะสิไม่ว่า! อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยมิรา เธอมันก็แค่นักโทษ..."

"อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ต่ำต้อยจนต้องใช้วิธีสกปรกมาข่มเหงผู้หญิง! เขาปฏิบัติต่อฉันเหมือนมนุษย์คนนึง ผิดกับคุณ... ที่มีอำนาจล้นฟ้าแต่กลับขี้ขลาดตาขาว!"

เจ้าชายหนุ่มถลึงตาใส่มิราอย่างโกรธเกรี้ยว ก้าวเข้าประชิดตัว มิราผงะถอยหลังหนีทันที ทว่าถอยได้เพียงไม่กี่ก้าว แผ่นหลังบางก็ชนเข้ากับกำแพงห้องเย็นเฉียบจนหมดทางหนี

ปัง!

ฝ่ามือแกร่งกระแทกยันกำแพงโครมใหญ่ ขนาบข้างศีรษะของหญิงสาวเอาไว้ทั้งสองด้าน

"มนุษย์เหรอ?" อาดิลเค้นเสียงลอดไรฟัน นัยน์ตาวาวรบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังตื่นตระหนก "ลูกสาวฆาตกรอย่างเธอ กลับมาเรียกร้องขอความเป็นมนุษย์เหรอ น่าขำ!"

มิราพยายามเชิดหน้าขึ้นสู้ แต่ความสูงที่ต่างกันลิบลับกับกล้ามเนื้อแน่นหนาบีบอัดจนเธอแทบหายใจไม่ออก หน้าอกบอบบางกระเพื่อมไหวขึ้นลงอย่างหนักหน่วงตามจังหวะหอบหายใจ

อาดิลจดจ้องมองความอวดดีที่กำลังสั่นคลอน เขาค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาหาอย่างเชื่องช้าจนน่าขนลุก ระยะห่างหดสั้นลงจนปลายจมูกโด่งเฉียดผ่านพวงแก้มใส ลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆ เป่ารดกลีบปากสีพีชที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่น

หญิงสาวตัวชาวาบ หัวใจเต้นกระหน่ำจนปวดหนึบ มิราหลับตาปี๋ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม สองมือเล็กกำแน่นเข้าหากันเพื่อรอรับสัมผัสจาบจ้วงย่ำยีที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทว่า...

"หึ..."

เสียงแค่นหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นที่มุมปากของเธอ ตามด้วยลมหายใจที่เป่ารดอย่างจงใจเหยียดหยาม

"กลัวก็เป็นนี่..." น้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมฝีปาก เยียบเย็นจนบาดลึกถึงกระดูก "เก่งให้ได้ตลอดสิมิรา... เธอมันก็แค่ของเล่นที่ฉันจะบีบให้ตายคามือเมื่อไหร่ก็ได้ อย่ามาใช้มารยาสกปรกในวังของฉันอีก โดยเฉพาะกับน้องชายฉัน"

มิราลืมตาขึ้นเบิกกว้าง อาดิลผละใบหน้าออกห่าง นัยน์ตาคมกริบกวาดมองเธอด้วยความสมเพชเหยียดหยาม

ชายหนุ่มลดแขนลง ปลดปล่อยเธอจากการกักขัง ก่อนจะยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่สาบเสื้อสูทของตนเองเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงจะหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานอย่างไม่ไยดี

ทิ้งให้มิรายืนนิ่งอึ้ง แผ่นหลังแนบชิดกำแพง แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น

ห้องทำงานผู้บริหารระดับสูงของอรรถศิขรคอร์ป

ประตูห้องทำงานถูกผลักออก วรเมธก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดและอิดโรย แววตาของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากวิกฤตหุ้นที่กำลังดิ่งลงเหว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ปลดเนกไทเพื่อพักหายใจ เลขานุการส่วนตัวก็เคาะประตูและเดินหน้าตื่นเข้ามา พร้อมกับกล่องพัสดุสีดำสนิทไร้ชื่อผู้ส่ง

"พัสดุส่งตรงถึงท่านประธาน... ระบุว่าต้องเปิดเป็นการส่วนตัวด่วนที่สุดค่ะ"

วรเมธขมวดคิ้ว มือที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัยรับกล่องนั้นมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาออกช้าๆ

ทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับสิ่งของภายใน ลมหายใจของประธานบริษัทใหญ่ก็สะดุดกึก ใบหน้าที่เคร่งเครียดอยู่แล้วซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด

'นาฬิกาข้อมือของมิรา' 

นาฬิกาเรือนเก่งที่ลูกสาวของเขาใส่ติดตัวเป็นประจำ ทว่าบัดนี้หน้าปัดกลับมีรอยร้าว และตามสายหนังก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเม็ดทรายสีทองละเอียด

มือหนาสั่นเทาอย่างรุนแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ขณะเอื้อมไปหยิบกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่แนบมาด้วยขึ้นอ่าน

"หนี้เลือดของพี่ชายฉัน กำลังถูกชำระด้วยลูกสาวของแก"

กระดาษแผ่นเล็กหลุดร่วงจากมือที่ไร้เรี่ยวแรง วรเมธเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงกระแทกเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับแน่น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความช็อกและสิ้นหวัง ความพินาศของบริษัทที่ว่าหนักหนาสาหัส เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับลูกสาวสุดที่รักของเขา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป